1. ข้อมูลทั่วไป

1.1 ข้าวไร่

          ข้าวไร่ คือ ข้าวที่ปลูกบนที่ดอนและไม่มีน้ำขังในพื้นที่ปลูก พื้นที่ดอนส่วนมากเป็นที่ลาดชันเชิงภูเขา กักเก็บแร่ธาตุและสารอาหารได้น้อย รวมทั้งการปลูกข้าวไร่ต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว พื้นดินที่ปลูกข้าวไร่จะแห้ง และขาดน้ำทันทีเมื่อสิ้นฤดูฝน ดังนั้นการปลูกข้าวไร่จะต้องใช้พันธุ์ข้าวที่มีอายุเบา โดยปลูกช่วงต้นฤดูฝน และเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายฤดูฝน

 

ตัวอย่างแปลงปลูกข้าวไร่บนพื้นที่สูง

 

 

          ช่วงปลูก                   ช่วงเก็บเกี่ยว

 

ม.ค.   ก.พ.   มี.ค.   เม.ย.   พ.ค.   มิ.ย.   ก.ค.   ส.ค.   ก.ย.   ต.ค.   พ.ย.   ธ.ค.

1.2 ระยะเวลาปลูกข้าวไร่

          ส่วนใหญ่การปลูกข้าวไร่ จะปลูกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมหรือช่วงต้นฤดูฝน และจะเก็บเกี่ยวข้าวในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม หรือช่วงปลายฤดูฝน หากปลูกข้าวไร่เร็วเกินไป คือ ปลูกข้าวไร่ก่อนเดือนเมษายนหรือก่อนฤดูฝน และปลูกข้าวไร่ช้าเกินไป คือ ปลูกข้าวไร่หลังเดือนพฤษภาคม จะส่งผลให้ข้าวเจริญเติบโตได้ไม่ดี เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ไม่เพียงพอ ทำให้ได้ผลผลิตข้าวต่ำ

 

 

 

 

2. เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตข้าวไร่

2.1 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม

พันธุ์ข้าวไร่ที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

  1. ให้ผลผลิตสูง
  2. ทนแล้งได้ดี
  3. ทนโรคและแมลง
  4. เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่หนาวเย็น
  5. สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี เพราะพื้นที่สูงมีช่วงแสงสั้น
  6. มีอัตราการงอกสูง และไม่มีสิ่งเจือปนอื่นๆ

     

2.2 การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี

          ข้าวไร่ที่เกษตรกรปลูกส่วนใหญ่ เป็นข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และยังไม่ได้รับการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว เกษตรกรจึงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง โดยเก็บจากแปลงที่ปลูกทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่บริสุทธิ์ ดังนั้นจึงต้องมีการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเก็บเป็นเชื้อพันธุ์ เนื่องจากมีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตข้าว ซึ่งกระบวนการคัดพันธุ์ข้าวไร่นั้น เกษตรกรต้องมีการคัดพันธุ์อย่างสม่ำเสมอและทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป เนื่องจากข้าวไร่นั้นมีความแปรปรวนทางพันธุกรรมสูง ประกอบทั้งเกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ข้าวไร่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้พันธุ์ข้าวไร่นั้นมีโอกาสที่จะปนกันมาก

 

เทคนิคการเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว

ก. การคัดเลือกพันธุ์ข้าวให้มีความบริสุทธิ์

  1. เริ่มคัดพันธุ์ตั้งแต่ข้าวในระยะแตกกอ ออกดอก และก่อนเก็บเกี่ยว
  2. ดูความสม่ำเสมอหรือลักษณะส่วนใหญ่ที่แสดงออกในแต่ระยะ
  3. ต้นที่แสดงลักษณะไม่เหมือนส่วนใหญ่ให้ถอนทิ้ง หรือทำเครื่องหมายไว้ที่ต้นต้องการทำเมล็ดพันธุ์
  4. เก็บเกี่ยวโดยแยกข้าวที่คัดเลือกกับข้าวที่บริโภคออกจากกัน
  5. ตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปนวดเฉพาะข้าวที่คัดเลือก
  6. ตากแดดให้แห้ง ประมาณ 1 - 2 วัน (ความชื้น 11 - 12 %)
  7. นำไปเก็บโดยแยกข้าวที่ทำเมล็ดพันธุ์กับข้าวที่บริโภคออกจากกัน
  8. การใช้พันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์จะให้ผลผลิตสูงกว่าการใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่บริสุทธิ์
  9.   ระยะกล้า ระยะแตกกอ

    ระยะออกดอก

     
    ระยะโน้มรวง     ระยะสุกแก่  

     

ระยะที่ควรคัดพันธุ์ข้าวปน

 

 

ข. การคัดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี 1,000 รวง

          เป็นวิธีการคัดพันธุ์ข้าวที่ทำได้ง่าย เกษตรกรสามารถทำได้เอง เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ ไม่มีพันธุ์อื่นปน เพื่อใช้ปลูกในฤดูการถัดไป โดยมีวิธีการดังนี้

          1) เกษตรกรคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ต้องการเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์

          2) เลือกกอข้าวที่มีลักษณะดี ที่เกษตรกรชื่นชอบ เช่น มีจำนวนรวงข้าวมาก ลักษณะรวงดี มีเมล็ดเยอะ แล้วทำการรวบกอข้าว แล้วเลือกเก็บรวงข้าวที่ดีที่สุด คือ รวงที่มีเมล็ดข้าวเต็มเมล็ด ไม่มีโรค ไม่มีเชื้อรา และไม่มีรอยแมลงทำลาย เก็บจำนวน 1,000 รวง

           3) มัดรวมกันมัดละ 100 รวง ตากให้แห้งและเก็บในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในฤดูการปลูกถัดไป ซึ่งพันธุ์ข้าว 1,000 รวง น้ำหนักประมาณ 3 - 4 กิโลกรัม ปลูกโดยการปักดำแบบต้นเดียว ได้ประมาณ 3 ไร่ 

2.3 การทดสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนปลูก

          หากมีการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่มีโรค ไม่มีแมลงทำลาย และมีอัตราการงอกสูง เมื่อนำไปปลูกจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น

เทคนิคการทดสอบเมล็ดพันธุ์ข้าว

ก. การใช้น้ำเกลือคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว มีวิธีการ ดังนี้

1) นำภาชนะใส่น้ำ ใส่เกลือลงไป คนให้เข้ากัน โดย น้ำ 5 ลิตร จะใส่เกลือ 0.6 กิโลกรัม หรือ 6 ขีด โดยประมาณ

2) นำไข่ไก่ดิบใส่ลงไปในน้ำเกลือเพื่อวัดความเค็ม หากไข่ไก่จมแสดงว่าความเค็มยังไม่พอดี ถ้าหากไข่ไก่ฟูลอยขึ้นแสดงว่าความเค็มได้ที่พอดี

3) นำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่คัดไว้เทลงน้ำที่ความเค็มได้ที่ แยกเมล็ดข้าวที่ฟูลอยตัวออกทิ้ง แล้วนำเมล็ดข้าวที่จมไปล้างออกด้วยน้ำเปล่าประมาณ 3 - 4 ครั้ง

4) นำไปปลูก หรือตากแห้งไว้ใช้ปลูก

ข้อดีของวิธีนี้ คือ ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่สมบูรณ์ ไม่แตกหัก มีอัตราการงอกสูง สามารถกำจัดเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคที่ติดมากับเมล็ดได้

ข. การทดสอบอัตราการงอกเมล็ดพันธุ์ข้าว

          1) นำกระดาษเพาะหรือกระดาษทิชชูซ้อนกัน 3-5 ชั้น วางบนฝา หรือจานแบน ๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

          2) โรยเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 100 เมล็ดลงบนกระดาษกระดาษเพาะหรือกระดาษทิชชู ควรทำ 4 ซ้ำ ซ้ำละ 100 เมล็ด

          3) เมื่อครบเวลา 4 - 5 วัน ตรวจดูต้นกล้าปกติ (ต้นอ่อนที่มียอด รากสมบูรณ์) ต้นกล้าผิดปกติ (ต้นที่มาสามารถเจริญเป็นต้นปกติได้ เช่น ไม่มียอด รากสั้น เป็นต้น) และเมล็ดไม่งอก

          4) เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีความงอกไม่ต่ำกว่า 80 % คือ เพาะข้าว 100 เมล็ด ต้ออกไม่ต่ำกว่า 80 เมล็ด

2.4 การเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวไร่

          การเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวไร่ เตรียมแปลงโดยการถอนและถางเศษพืชและวัชพืช ก่อนปลูก 1 เดือน ระหว่างเตรียมดินควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงดิน และปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินหลังเก็บเกี่ยว

2.5 การปลูกข้าวไร่

          1) วิธีการปลูกข้าวไร่

          การปลูกข้าวไร่ โดยปลูกแบบหยอดเป็นหลุม ให้มีระยะห่างประมาณ  25 x 25 เซนติเมตร หรือขนาดประมาร 1 คืบครึ่ง โดยใช้เมล็ดข้าว 8 - 10 เมล็ดต่อหลุม ในหลุมที่ไม่งอกหรือถูกทำลายโดยแมลง ให้เกษตรกรทำการซิม กล้าหรือหยอดเมล็ดข้าวเพิ่ม ในระยะต้นกล้า กำจัดวัชพืชโดยการถางและถอน ประมาณ 2 - 3 ครั้ง ป้องกันและกำจัดโรค โดยการตัดใบที่ติดโรคไปเผา แล้วป้องกันโดยการฉีดพ่นสารอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง ได้แก่ น้ำปูนขาว และน้ำขี้เถ้าไฟ ในอัตรา 1 กก.ต่อน้ำ 50 ลิตร

 

    

 

 

2) การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อเพิ่มผลผลิต

          ข้าวไร่อาศัยธาตุอาหารจากดินในการเจริญเติบโต แต่สภาพดินส่วนใหญ่ในการปลูกข้าวไร่ในปัจจุบันนี้ยังคงขาดความอุดมสมบูรณ์ ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกข้าวไร่ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง รวมถึงจุลชีพที่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยในการปรับปรุงดิน และการเจริญเติบโตของพืช

การใส่ปุ๋ยข้าวไร่จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะความชื้นในดินและสภาพของพื้นที่ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลาดชัน ธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์มีโอกาสสูญเสียจากการซึม และการไหลบ่าของน้ำ

          ดังนั้นการใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกข้าวไร่ ควรมีการขุดเปิดหน้าดินก่อนใส่ โดยการเปิดหน้าดินนั้นควรให้มีลักษณะคล้ายกับ “ดินยิ้ม” เพราะว่า ในสภาพแปลงปลูกข้าวไร่ของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ลาดชัน ถ้าหากไม่ทำการขุดเปิดหน้าดินก่อน ปุ๋ยที่ใส่ลงไปก็จะไหลลงสู่ที่ต่ำหมด ทำให้ข้าวไร่ที่อยู่ในพื้นที่ลาดชันไม่ได้รับปุ๋ยที่ใส่ลงไป

          ซึ่งอัตราที่เหมาะสมต่อการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในแปลงปลูกข้าวไร่ ควรใช้ในอัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าหากเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงควรใช้ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ จึงจะทำให้ผลผลิตข้าวไร่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ยอินทรีย์นั้น ควรใส่ในช่วงที่ข้าวอยู่ในระยะต้นกล้า - ระยะแตกกอ หรือให้ใส่ทุกครั้งหลังจากกำจัดวัชพืช

      การขุดเปิดหน้าดิน       การใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกข้าวไร่
100_5995

                

  

 

 

 

 

3) การเก็บเกี่ยว

- ควรเก็บเกี่ยวข้าวระยะสุกแก่ หรือหลังจากข้าวออกดอกแล้วประมาณ 30 วัน

 

- การลดความชื้นข้าวหลังเก็บเกี่ยว โดยทั่วไปแล้วมี 2 วิธีคือ

          การตากสุ่มซัง หลังจากเกี่ยวแล้วจะตากรวงข้าวทิ้งไว้บนตอซังประมาณ 3-4 แดด แล้วนำไปนวด เป็นวิธีที่เกษตรกรปฏิบัติกันโดยทั่วไป

          การตากหลังนวด เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วทำการนวดทันที กรณีนี้จะทำเมื่อต้องการนำข้าวไปบริโภคแต่พบไม่บ่อยนัก

 

- การเก็บรักษา หลังจากที่นวดข้าวและทำความสะอาดแล้ว ควรเก็บไว้ในยุ้งฉางที่สะอาด ระบายอากาศได้ กันแดด กันฝน กันแมลงและสัตว์ศัตรูได้ หากไม่มียุ้งฉางสามารถเก็บไว้ในกระสอบ แต่ไม่ควรเป็นกระสอบหรือถุงที่เป็นพลาสติก เนื่องจากกระสอบประเภทนี้ไม่สามารถระบายอากาศได้จะทำให้เกิดเชื้อรา และวางบนแคร่ที่สามารถระบายอากาศได้

การเก็บรักษาไว้ในยุ้งฉาง    การวางกระสอบข้าว

  

              

 

3.ปุ๋ยหมักชีวภาพ

          วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

- การเลือกสถานที่กองปุ๋ยหมัก ตั้งอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดของเศษพืชและแหล่งน้ำ มีพื้นที่เพียงพอในการทำปุ๋ยหมัก และไม่ควรมีน้ำขัง

- ลักษณะกองปุ๋ยหมัก มีทั้งกองบนพื้นและกองในหลุม การจัดแบ่งวัสดุหมัก จะจัดแบ่งเป็นชั้น ๆ สลับไปมาระหว่างเศษพืชและกากของเสีย

- วัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก หากใช้เศษพืชกับปุ๋ยคอก ควรใช้อัตราส่วน เศษพืช 100 ส่วน ต่อปุ๋ยคอกประมาณ 20 ส่วน

- การดูแลกองปุ๋ยหมัก ควรกลับกองปุ๋ยหมักประมาณ 7 - 10 วันต่อครั้ง และรักษาความชื้น โดยการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอหรือใช้วัสดุบางประเภทปิดคลุ่มบนกองปุ๋ยหมัก เพื่อลดการระเหยของน้ำ เช่น แผ่นพลาสติก ใบทางมะพร้าวแห้ง เป็นต้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กองปุ๋ยหมัก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กองปุ๋ยหมัก       ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กองปุ๋ยหมัก

ตัวอย่างปุ๋ยหมักชีวภาพ

 

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

  1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
  2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วน ทำให้สะดวกในการไถพรวน
  3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น
  4. ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี
  5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ และใช้แทนปุ๋ยเคมีได้
  6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น
  7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมากและติดต่อกันนาน ๆ

อ้างอิง

กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว. 2559. องค์ความรู้เรื่องข้าว

แหล่งที่มา : http://www.brrd.in.th/rkb/. 09 ตุลาคม 2559.

คลังข้อมูลสารสนเทศข้าวเชิงลึก. 2559. การเพาะปลูกข้าว. แหล่งที่มา :

http://www.arda.or.th/kasetinfo/rice/rice-cultivate&fertiliset/

ricecultivate_manage_natheesoong.html. 07ตุลาคม 2559

ปัทมา ศิริธัญญา, 2550, “การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตข้าวไร่เชิงอนุรักษ์

และทดสอบพันธุ์ข้าวไร่เพื่อการบริโภคพอเพียงในครัวเรือนในพื้นที่โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน”, รายงานการวิจัย, ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ.

สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว. กรมการข้าว. 2559. เมล็ดพันธุ์ข้าว แหล่งที่มา :

www.ricethailand.go.th/info_riceknowledge.html. 07 ตุลาคม 2559

 

 

 

Comments (1)

  • anon
    nickihedge

    It's hard to come by educated people on this


    topic, however, you seem like you know what you're talking


    about! Thanks





    Also visit my weblog mittel für haarwachstum; Melva,

    Apr 21, 2017